วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2551
ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดสารเคมี
ศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสถานที่ที่จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานพิธีเปิดการประชุมวิชาการองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ระดับชาติ ครั้งที่ 28 ในวันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 โดยเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเทคโนโลยีที่เหมาะสม ภูมิปัญญาชาวบ้าน ข้อปฏิบัติที่ดี (best practice) จากการปฏิบัติจริง (knowledge management) มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทดลองปฏิบัติ เพื่อขยายผลสู่เกษตรกร และผู้สนใจที่ได้เข้ามาศึกษาและเรียนรู้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ หรือพัฒนาอาชีพได้ดียิ่งขึ้น
เจาะลึกศิลปะการขาย
1. ก่อนขายสินค้าใดๆ ก็ตาม ผู้ขายต้องมีความรู้เกี่ยวกับสินค้านั้นๆ เพื่อให้ข้อมูลแก่ลูกค้า
2. ใช้คำพูดที่สุภาพ เป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงคำที่เข้าใจยาก
3. หมั่นเสนอแนะถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้า
4. พยายามตอบข้อซักถามจากลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ข้อมูลที่เป็นจริง
5. อดทนต่อสิ่งต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นระหว่างการสนทนา เช่น คำตำหนิ การปฏิเสธ
6. สร้างสายสัมพันธ์ระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าเก่าเกิดการซื้อซ้ำ และบอกต่อไปยังเพื่อนๆ
2. ใช้คำพูดที่สุภาพ เป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงคำที่เข้าใจยาก
3. หมั่นเสนอแนะถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้า
4. พยายามตอบข้อซักถามจากลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ข้อมูลที่เป็นจริง
5. อดทนต่อสิ่งต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นระหว่างการสนทนา เช่น คำตำหนิ การปฏิเสธ
6. สร้างสายสัมพันธ์ระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าเก่าเกิดการซื้อซ้ำ และบอกต่อไปยังเพื่อนๆ
สำคัญมาก เรื่องการตลาด
เรื่องการตลาดสำคัญที่สุด อาจารย์มนัส ภูมิวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า
งานขายเป็นงานที่ต้องใช้ศิลปะเพื่อจูงใจลูกค้า ดังนั้น พนักงานขายจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการเสนอขาย เพื่อเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า
ผู้ขายสินค้าจะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะทำให้ยอดขายเพิ่ม ดังนี้
1. ใครเป็นลูกค้าของเรา
2. รู้ความต้องการของลูกค้า
3. จะขายสินค้าที่ไหน
4. ขายราคาเท่าไร
5. โฆษณาอย่างไร
6. จูงใจลูกค้าด้วยเหตุผล
งานขายเป็นงานที่ต้องใช้ศิลปะเพื่อจูงใจลูกค้า ดังนั้น พนักงานขายจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการเสนอขาย เพื่อเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า
ผู้ขายสินค้าจะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะทำให้ยอดขายเพิ่ม ดังนี้
1. ใครเป็นลูกค้าของเรา
2. รู้ความต้องการของลูกค้า
3. จะขายสินค้าที่ไหน
4. ขายราคาเท่าไร
5. โฆษณาอย่างไร
6. จูงใจลูกค้าด้วยเหตุผล
สัตว์น้ำแบบอินทรีย์
อาจารย์วีระศักดิ์ ซัวต๋อ ให้ข้อมูลไว้ในเอกสารว่า การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบอินทรีย์เป็นแนวทางในการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลามีโปรตีนสูง สามารถย่อยได้ง่าย ดังนั้น แนวทางดังกล่าวควรคำนึงถึงการจัดการด้านกระบวนการเลี้ยง และควบคุมระบบต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะคุณภาพน้ำ เนื่องจากปลาหรือสัตว์น้ำจำเป็นต้องได้รับอาหารทุกวัน ก็ย่อมมีการขับถ่ายของเสีย และมีการหมักหมมบริเวณพื้นก้นบ่อ ดังนั้น จำเป็นต้องใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อนำมาใช้ในบ่อปลา เป็นการจัดการของเสียในบ่อปลา และทำให้คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่สัตว์สามารถเจริญเติบโตได้ นอกจากนี้ การถ่ายเทน้ำเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน น้ำที่ถ่ายเทควรนำไปใช้ประโยชน์ต่อ นอกจากนี้ รูปแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก เช่น การเลี้ยงปลาระบบปิด สามารถเลี้ยงได้หนาแน่น เนื่องจากมีการจัดการระบบการเลี้ยงที่ดี ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และที่สำคัญปลอดโรค ซึ่งถือเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านการเลี้ยงปลาในอนาคต
ไก่ในโรงเรือนเปิด-ปิด
อาจารย์ปริศนา มณีศรี แนะนำว่า การเลี้ยงไก่พื้นเมืองในโรงเรือนระบบเปิด (Open House) หรือโรงเรือนแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย หรือแบบปล่อยลานล้อมด้วยลวดตาข่ายไม่ให้ไก่เพ่นพ่าน ในพื้นที่ 30 ตารางเมตร เลี้ยงไก่ได้ 60 ตัว เป็นพันธุ์ไก่พื้นเมืองของไทย ขนสีดำ สีน้ำตาล สีเทา สีหมากสุก สีลาย สีขาว สีเหลือง มีตุ้มหูสีขาวและสีแดง อาหาร ให้ข้าวเปลือกและเพาะปลวกให้กิน ให้น้ำสะอาด 10 ลิตร ผสมน้ำจุลินทรีย์ (นม) 30 ซีซี ให้กินเพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ไก่แข็งแรง และมูลที่ถ่ายออกมาปราศจากกลิ่น กำจัดกลิ่นพื้นเล้าไก่ โดยราดด้วยน้ำจุลินทรีย์ (นม) 250 ซีซี ผสมน้ำ 10 ลิตร เสริมอาหาร พืชสมุนไพร โดยตัดให้ไก่พื้นเมืองกินสดๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มโรคไก่จะไม่เป็นโรค และเพิ่มวิตามิน เช่น ฟ้าทลายโจร ทองพันชั่ง เสลดพังพอน ใบกะเพรา ใบโหระพา และว่านหางจระเข้ ฯลฯ ดอกดาวเรืองและดอกเข็มแดง มีเม็ดสี ให้ไก่พื้นเมืองกินสด ช่วยเพิ่มสีในไข่แดง
การเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรือนระบบปิด "อีแว็ป" (Evaporative Cooling System) โรงเรือน กว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร เลี้ยงไก่ไข่บนกรงตับได้ 50 ตัว (ถ้าเลี้ยงไก่ไข่แบบขังรวมหรือปล่อยพื้นสามารถจุไก่ได้ถึง 150 ตัว) เป็นไก่ไข่ลูกผสมเพื่อการค้า คือพันธุ์ฮับบาร์ด ให้อาหารผสมสำเร็จรูป ให้ไก่กินน้ำ ผสม EM สด อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 200 ลิตร เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ไก่แข็งแรงถ่ายมูลไม่มีกลิ่นเหม็น พืชสมุนไพร ตากแห้ง ป่นละเอียด คลุกเคล้าในอาหารให้ไก่กิน เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ได้แก่ ฟ้าทลายโจร ทองพันชั่ง เสลดพังพอน ใบกะเพรา ใบโหระพา และว่านหางจระเข้ ส่วนดอกดาวเรืองและดอกเข็มแดงตากแห้งป่นละเอียดผสมในอาหารให้ไก่ไข่กิน ทำให้ไข่แดงมีสีแดงเข้มขึ้น
หากไก่เป็นโรคทางเดินอาหาร ใช้ EM สด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมในอาหารให้ไก่กิน ใช้ EM ราดพื้นเล้าสามารถดับกลิ่นได้
การเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรือนระบบปิด "อีแว็ป" (Evaporative Cooling System) โรงเรือน กว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร เลี้ยงไก่ไข่บนกรงตับได้ 50 ตัว (ถ้าเลี้ยงไก่ไข่แบบขังรวมหรือปล่อยพื้นสามารถจุไก่ได้ถึง 150 ตัว) เป็นไก่ไข่ลูกผสมเพื่อการค้า คือพันธุ์ฮับบาร์ด ให้อาหารผสมสำเร็จรูป ให้ไก่กินน้ำ ผสม EM สด อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 200 ลิตร เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ไก่แข็งแรงถ่ายมูลไม่มีกลิ่นเหม็น พืชสมุนไพร ตากแห้ง ป่นละเอียด คลุกเคล้าในอาหารให้ไก่กิน เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ได้แก่ ฟ้าทลายโจร ทองพันชั่ง เสลดพังพอน ใบกะเพรา ใบโหระพา และว่านหางจระเข้ ส่วนดอกดาวเรืองและดอกเข็มแดงตากแห้งป่นละเอียดผสมในอาหารให้ไก่ไข่กิน ทำให้ไข่แดงมีสีแดงเข้มขึ้น
หากไก่เป็นโรคทางเดินอาหาร ใช้ EM สด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมในอาหารให้ไก่กิน ใช้ EM ราดพื้นเล้าสามารถดับกลิ่นได้
ไก่ในโรงเรือนเปิด-ปิด
อาจารย์ปริศนา มณีศรี แนะนำว่า การเลี้ยงไก่พื้นเมืองในโรงเรือนระบบเปิด (Open House) หรือโรงเรือนแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย หรือแบบปล่อยลานล้อมด้วยลวดตาข่ายไม่ให้ไก่เพ่นพ่าน ในพื้นที่ 30 ตารางเมตร เลี้ยงไก่ได้ 60 ตัว เป็นพันธุ์ไก่พื้นเมืองของไทย ขนสีดำ สีน้ำตาล สีเทา สีหมากสุก สีลาย สีขาว สีเหลือง มีตุ้มหูสีขาวและสีแดง อาหาร ให้ข้าวเปลือกและเพาะปลวกให้กิน ให้น้ำสะอาด 10 ลิตร ผสมน้ำจุลินทรีย์ (นม) 30 ซีซี ให้กินเพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ไก่แข็งแรง และมูลที่ถ่ายออกมาปราศจากกลิ่น กำจัดกลิ่นพื้นเล้าไก่ โดยราดด้วยน้ำจุลินทรีย์ (นม) 250 ซีซี ผสมน้ำ 10 ลิตร เสริมอาหาร พืชสมุนไพร โดยตัดให้ไก่พื้นเมืองกินสดๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มโรคไก่จะไม่เป็นโรค และเพิ่มวิตามิน เช่น ฟ้าทลายโจร ทองพันชั่ง เสลดพังพอน ใบกะเพรา ใบโหระพา และว่านหางจระเข้ ฯลฯ ดอกดาวเรืองและดอกเข็มแดง มีเม็ดสี ให้ไก่พื้นเมืองกินสด ช่วยเพิ่มสีในไข่แดง
หมูหลุม สุดยอดจริงๆ
ใครที่สนใจหมูหลุม ต้องอ่านตรงนี้
อาจารย์สมเกียรติ นิติพงศ์สุวรรณ อธิบายไว้ว่า การเลี้ยงหมูหลุม นอกจากจะทำกำไรให้แก่ผู้เลี้ยง เนื่องจากสามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้มากแล้ว ยังทำให้ภาระในการเลี้ยงลดลง ไม่ต้องกวาดพื้นกำจัดขี้หมู ไม่มีกลิ่น ไม่เฉอะแฉะ และไม่มีแมลงวันตอม
พื้นที่คอกหมูหลุม ขุดดินออกไปทั้งหมด ลึกประมาณ 90 เซนติเมตร แล้วผสมวัสดุเหล่านี้ใส่แทนดินที่ขุดออกไป ขี้เลื่อยหรือแกลบหยาบ 100 ส่วน ดินที่ขุดออก 10 ส่วน เกลือ 0.5 ส่วน โดยผสมขี้เลื่อย ดิน และเกลือ แล้วใช้จุลินทรีย์จากน้ำหมักพืช หรือจุลินทรีย์จากการหมักนมราดลงพื้นชั้นที่ 1 เมื่อมีความลึก 30 เซนติเมตร โรยดินชีวภาพเชื้อราขาวบางๆ แล้วทำเหมือนชั้นแรก จนครบ 3 ชั้น แล้วโรยแกลบดิบปิดหน้า 1 ฝ่ามือ แล้วปล่อยหมูลงไป หลังจากนั้นใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ราดลงพื้นเป็นครั้งคราว เพื่อให้เกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ เมื่อเก่าหากต้องการนำไปทำปุ๋ยก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่ต้องผสมทำพื้นใหม่ พื้นคอกไม่ต้องทำความสะอาด ไม่ต้องกวาด หมูจะขุดคุ้ยและกินจุลินทรีย์ จะมีบรรยากาศที่สบายด้วยระบบการถ่ายเทอากาศที่เป็นธรรมชาติ
อาหารเสริมที่หมักจากพืชสีเขียว
วัตถุดิบ ผลไม้ หรือพืชสีเขียว 100 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 4 กิโลกรัม โดยนำผลไม้หรือพืชสีเขียวที่ได้มาสับให้ละเอียด ผสมน้ำตาลทรายแดงคลุกให้เข้ากัน บรรจุในถังหมักให้มีพื้นที่ว่างเหลือ 1/3 ของถัง ปิดด้วยกระดาษที่ถ่ายเทอากาศได้ มัดเชือกหมักทิ้งไว้ 7 วัน แล้วจึงนำไปใช้
วิธีการใช้
สามารถนำน้ำที่ได้จากการหมักไปผสมน้ำให้หมูดื่ม ส่วนเศษพืชที่หมักนำไปให้หมูกินได้ หรืออาจนำไปผสมรำอ่อนและอาหารสัตว์โดยใช้หัวอาหารสำเร็จรูป : รำอ่อน : อาหารหมัก เท่ากับ 2 : 2 : 5 โดยให้เช้า-เย็น
อาจารย์สมเกียรติ นิติพงศ์สุวรรณ อธิบายไว้ว่า การเลี้ยงหมูหลุม นอกจากจะทำกำไรให้แก่ผู้เลี้ยง เนื่องจากสามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้มากแล้ว ยังทำให้ภาระในการเลี้ยงลดลง ไม่ต้องกวาดพื้นกำจัดขี้หมู ไม่มีกลิ่น ไม่เฉอะแฉะ และไม่มีแมลงวันตอม
พื้นที่คอกหมูหลุม ขุดดินออกไปทั้งหมด ลึกประมาณ 90 เซนติเมตร แล้วผสมวัสดุเหล่านี้ใส่แทนดินที่ขุดออกไป ขี้เลื่อยหรือแกลบหยาบ 100 ส่วน ดินที่ขุดออก 10 ส่วน เกลือ 0.5 ส่วน โดยผสมขี้เลื่อย ดิน และเกลือ แล้วใช้จุลินทรีย์จากน้ำหมักพืช หรือจุลินทรีย์จากการหมักนมราดลงพื้นชั้นที่ 1 เมื่อมีความลึก 30 เซนติเมตร โรยดินชีวภาพเชื้อราขาวบางๆ แล้วทำเหมือนชั้นแรก จนครบ 3 ชั้น แล้วโรยแกลบดิบปิดหน้า 1 ฝ่ามือ แล้วปล่อยหมูลงไป หลังจากนั้นใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ราดลงพื้นเป็นครั้งคราว เพื่อให้เกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ เมื่อเก่าหากต้องการนำไปทำปุ๋ยก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่ต้องผสมทำพื้นใหม่ พื้นคอกไม่ต้องทำความสะอาด ไม่ต้องกวาด หมูจะขุดคุ้ยและกินจุลินทรีย์ จะมีบรรยากาศที่สบายด้วยระบบการถ่ายเทอากาศที่เป็นธรรมชาติ
อาหารเสริมที่หมักจากพืชสีเขียว
วัตถุดิบ ผลไม้ หรือพืชสีเขียว 100 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 4 กิโลกรัม โดยนำผลไม้หรือพืชสีเขียวที่ได้มาสับให้ละเอียด ผสมน้ำตาลทรายแดงคลุกให้เข้ากัน บรรจุในถังหมักให้มีพื้นที่ว่างเหลือ 1/3 ของถัง ปิดด้วยกระดาษที่ถ่ายเทอากาศได้ มัดเชือกหมักทิ้งไว้ 7 วัน แล้วจึงนำไปใช้
วิธีการใช้
สามารถนำน้ำที่ได้จากการหมักไปผสมน้ำให้หมูดื่ม ส่วนเศษพืชที่หมักนำไปให้หมูกินได้ หรืออาจนำไปผสมรำอ่อนและอาหารสัตว์โดยใช้หัวอาหารสำเร็จรูป : รำอ่อน : อาหารหมัก เท่ากับ 2 : 2 : 5 โดยให้เช้า-เย็น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)